ติดตามชีวิตหอยแครงที่น่าสนใจ

ติดตามชีวิตหอยแครงที่น่าสนใจ

เมื่อเราพูดถึงหอยแครงแล้ว หลายคนจะต้องนึกถึงน้ำจิ้มซีฟู๊ดตามมาแน่นอน มันไม่ใช่เพียงแค่อาหารอันโอชะของคนไทยเท่านั้น เพราะว่าหอยแครงยังถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจของไทยที่กรมประมงสนับสนุนให้เพาะชาวบ้านชาวประมงเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นการหารายได้และต่อยอด เนื่องจากไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนแล้ว เปลือกหอยยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับ หรือ นำไปบดเพื่อทำเป็นปูนธรรมชาติได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วหลายคนก็เริ่มจะคิดแล้วใช่ไหมว่าหอยตัวแค่นี้มีประโยชน์กับเราหลายอย่างเหลือเกิน ซึ่งวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับชีวิตของพวกมันให้มากขึ้นกว่าเดิมกัน

ติดตามชีวิตหอยแครงที่น่าสนใจ

ชีววิทยาของหอยแครง

หอยแครงเป็นหอยในกลุ่ม ‘Bivalvia’ หรือ ‘หอยกาบคู่’ เมื่อเข้าวัยเจริญพันธุ์จะมีขนาดประมาณ 2 เซนติมตร และอาจใหญ่ได้ถึง 9 เซนติเมตร แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดประมาณ 6 เซนติเมตร หอยแครงชอบอยู่อาศัยในแหล่งน้ำตื้นหรือโคลน ความลึกประมาณ 0 – 20 เมตร อุณภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 27 องศา มักพบได้มากตามจังหวัดชลบุรี สุราษฎร์ธานี และ ปัตตานี ส่วนใหญ่มักอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามธรรมชาติ โดยพื้นฐานแล้วมันสามารถที่จะย่อยอาหารจำพวก แพลงก์ตอนพืช (เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยพืชและสัตว์ขนาดเล็ก) หรือ ไดอะตอม (สาหร่ายเซลล์เดียวที่พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำ)

เปลือกหอยแครงมีความหนาและแข็งเป็นพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปวงรี เชิงกรานค่อนข้างบางและเรียบ ระยะขอบภายในที่มีความแข็งแรงสอดคล้องกับซี่โครงภายนอก ด้านนอกของเปลือกหอยสีขาวภายใต้เชิงสีน้ำตาลอมเหลือง ด้านในสีขาวมักจะเป็นสีเหลืองยาวไปยังโพรงสะดือ นอกจากนี้มันยังมีลักษณะพิเศษจากน้ำสีแดงที่ไหลออกมาจากตัวซึ่งเฮโมโกลบินสีแดงที่อยู่ภายในเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้บางครั้งก็ถูกเรียกว่า ‘Blood Clam’

หอยแครงเป็นสัตว์ที่มีระบบสืบพันธ์แบบ ‘Gonochoric’ หมายความว่าพวกมันจะปล่อยไข่กับน้ำเชื้อออกมาเพื่อผสมกันด้านนอก หรือบางสายพันธุ์ก็มีระบบสืบพันธุ์แบบ ‘Hermaphrodites’ คือมีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งสองเพศ ไม่สามารถแยกออกได้ว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย หลังจากไข่ที่ผ่านการปฏิสนธิจนฝักออกมาเป็นตัวอ่อนแล้ว พวกมันสามารถที่จะว่ายไปมาได้อย่างอิสระ ก่อนที่พวกมันจะเริ่มเก็บสะสมแคลเซียมเพื่อนำมาพัฒนาเป็นเปลือกชั้นนอกของลำตัว หอยแครงสามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี แต่จะเยอะมากเป็นพิเศษในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

อันตรายจากการทานหอยแครงที่ไม่ผ่านการปรุงสุก

คนที่กินหอยแครงประมาณ 15% ไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อโรคบางอย่างเป็นของแถม เพราะส่วนใหญ่ที่กินมักจะนำไปลวกเพียงโดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเวลาเท่านี้ไม่พอที่จะฆ่าเชื้อที่อยู่ในหอยแครงได้หมด ยกตัวอย่างเช่น ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A),ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis E) หรือ ไทฟอยด์ (Typhoid) ซึ่งจะทำให้เกิดอาหารปวดท้อง ท้องเสียอย่างหนัก หรือมีไข้ร่วมด้วย ดังนั้นหากที่จะรับประทานได้อย่างปลอดภัย ให้นำหอยแครงไปปรุงให้สุกก่อนทานทุกครั้ง

ปัญหาการเลี้ยงหอยแครงในประเทศไทย

เนื่องจากสภาพแว้ดล้อมในบ้านของเราเปลี่ยนไป ทำให้ไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยแคลง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘แพลงก์ตอนบลูม’ เป็นการเติบโตของแพลงก์ตอนอย่างรวดเร็วในน้ำ เกิดจากการสะสมของสารเคมีและปุ๋ยที่อยู่ในน้ำ ทำให้แพลงต์ตอนจำนวนขึ้นอย่างมาก เรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อการเลี้ยงหอยแคลงอย่างมาก เพราะแพลงต์เยอะมากเท่าไหร่ก็จะลดปริมาณออกซิเจนในน้ำให้ลดน้อยลงไปด้วย เนื่องจากหอยแครงไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปไหนได้เอง มันจึงไม่สามารถว่ายไปหาแหล่งออกซิเจนที่อื่นได้ สุดท้ายทำให้พวกมันตายในที่สุด สิ่งนี้ทำให้อัตราการรอดของหอยแคลงเหลือเพียงแค่ 50% เท่านั้น จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมบางครั้งราคามันถึงแพงมากขึ้นเมื่อเราไปเดินซื้อในตลาด